Fiat 500

มาถึงรถเล็กระดับตำนานอีกคันที่สร้างขึ้นมาใหม่ โดยอาศัยความสำเร็จในอดีตเป็นแนวทาง Fiat 500 ตัวแรกนั้น สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1957-1975 เพื่อสนองตอบต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นหลังสงคราม โดยเป็นรูปแบบ 2ประตู เครื่องวางท้าย ขับเคลื่อนล้อหลัง แบบเดียวกับ Volkswagen Beetle โดยมีรุ่นย่อยๆ ออกมาอีกหลายรุ่น ทั้ง Nuoxa, D, K, F, L, R เหมือนเป็นการไมเนอร์เชนจ์ โดยรวมทั้งหมดแล้ว เจ้า 500 นี้ มียอดขายได้ทั้งหมด ประมาณ 3.6 ล้านคัน เจ้า Fiat500 ตัวแรกนี้ คนไทยรู้จักกันในชื่อ เฟียตเมืองนนท์
เอาล่ะ กลับมาสู่ยุคปัจจุบัน เจ้า Fiat Nuova 500 เป็นผลผลิตจากต้นแบบที่ชื่อเทรปิอูโน (Trepiuno) ที่เปิดตัวในปี 2004 สุดท้ายก็กลายมาเป็นรถยนต์ในสายการผลิตจนได้ เมื่อเฟียตเดินหน้าพัฒนาโครงการนี้อย่างต่อเนื่อง และสานฝันของแฟนๆ ค่ายเฟียตที่อยากเห็นการกลับมาของซิตี้คาร์รุ่นคลาสสิค โดยนำแฮทช์แบ็ก 3 ประตูรุ่นนี้มาปรับปรุงหน้าตาและส่งขายโดยใช้ชื่อ 500 เพื่อเป็นการเฉลิมฉลอง ในวาระครบรอบ 50 ปี นับจากเฟียตเปิดตัว 500 รุ่นดั้งเดิมออกมาในปี 1957 ขนาดการเปิดตัว ยังใช้วันเดียวกันกับในอดีต คือวันที่ 4 กรกฎาคม
Fiat 500 มีแนวทางการออกแบบสไตล์ดั้งเดิมผสานกับเทคโนโลยีสมัย ใหม่ ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่มีสไตล์เฉพาะตัว สีสันสดใส สรรสร้างโดยทีมออกแบบมืออาชีพจากศูนย์ FIAT STYLE CENTER ในประเทศอิตาลีการพัฒนามีขึ้นบนพื้นตัวถังแบบขับเคลื่อนล้อหน้าของ รุ่นแพนด้า (ซึ่งฟอร์ดจะนำไปใช้ในการพัฒนาโฉมใหม่ของรุ่นกา-Ka ด้วยเช่นกัน) และตัวรถก็คงเอกลักษณ์ในแบบแฮทช์แบ็กทรง 3 ประตูที่มีโอเวอร์แฮงค์ด้านหน้าและหลังสั้นเพื่อความคล่องตัวในการขับขี่ใน เมืองโดยตัวถังมีความยาวเพียง 3,546 มิลลิเมตร กว้าง 1,627 มิลลิเมตร สูง 1,488 มิลลิเมตร และระยะฐานล้อ 2,300 มิลลิเมตร พร้อมกับน้ำหนักตัวรถที่เบามาก เพียง 865-930 กิโลกรัมเท่านั้น
อีกทั้งยังมั่นใจในความปลอดภัยได้ เพราะแม้จะเป็นรถยนต์ไซส์เล็ก แต่ก็ผ่านการทดสอบชนจาก EuroNCAP ด้วย ระดับการปกป้องผู้ขับและผู้โดยสารสูงสุด 5 ดาว พร้อมกับติดตั้งทุกถุงลมนิรภัยเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่น (สำหรับสเปกที่ขายในอิตาลี) ทั้งถุงลมนิรภัยคู่หน้า และถุงลมนิรภัยด้านข้างสำหรับเบาะหน้าแบบพองตัวได้ 2 ระดับทั้งคู่, ม่านถุงลมนิรภัย และถุงลมนิรภัยสำหรับหัวเข่า
ในช่วงแรกที่ทำตลาดมีเครื่องยนต์ให้เลือก 3 แบบและมีค่ามลพิษในไอเสียต่ำ และประหยัดน้ำมันเป็นเยี่ยม สามารถผ่านมาตรฐานไอเสียในระดับยูโร 4 โดยรุ่นเบนซินมี 2 แบบ คือ 4 สูบ SOHC 8 วาล์ว 1,200 ซีซี 69 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 10.4 กก.-ม. ที่ 3,000 รอบ/นาทีจับคู่กับเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ หรือแบบธรรมดา 5 จังหวะแต่ใช้คลัตช์ไฟฟ้า Dualogic มีอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร//ชั่วโมงใน 12.9 วินาที และความเร็วสูงสุด 160 กิโลเมตร/ชั่วโมง
อีกรุ่น เป็นทวินแคม 1,400 ซีซี 100 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 13.4 กก.-ม. ที่ 4,250 รอบ/นาที เลือกได้ระหว่างเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ หรือแบบ Dualogic มีอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร//ชั่วโมงใน 10.5 วินาที และความเร็วสูงสุด 182 กิโลเมตร/ชั่วโมง และ รุ่นเทอร์โบดีเซล คอมมอนเรลในตระกูล Multijet ของเฟียตแบบ 4 สูบ ทวินแคม 1,300 ซีซี 75 แรงม้า ที่ 4,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 14.8 กก.-ม. ที่ 1,500 รอบ/นาที มีเฉพาะเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ พร้อมอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร//ชั่วโมงใน 12.5 วินาที และความเร็วสูงสุด 165 กิโลเมตร/ชั่วโมง
ระบบ กันสะเทือนให้ความมั่นใจด้วยระบบอิสระ แม็กเฟอร์สันสตรัทสำหรับด้านหน้า และด้านหลังแบบทอร์ชันบีม ส่วนระบบเบรกเฉพาะรุ่น 1,400 ซีซีเป็นแบบดิสก์ 4 ล้อ ส่วนที่เหลือเป็นแบบดิสก์หน้า และดรัมเบรกด้านหลัง โดยที่ระบบพวงมาลัยติดตั้งเพาเวอร์ไฟฟ้าสำหรับช่วยผ่อนแรงนอกจากนั้น เฟียตยังสร้างความแปลกใหม่ในการตกแต่งให้กับ 500 ใหม่ ด้วยการผลิตชุดแต่งมากกว่า 100 รายการและโทนสีต่างๆ ออกมาให้เลือกจับคู่กันตามความต้องการของลูกค้า
ใน เมืองไทย มีผู้นำเข้าอิสระ นำเข้ามาให้ซื้อกันแล้ว โดยเป็นรุ่น 1400 ซ๊ซ๊ ราคาก็ 1.87 ล้านบาท สำหรับรุ่น LOUNGE 1.4 และ 2.19 ล้านบาท ในรุ่น SUPER LOUNGE 1.4












ต้องยอมรับว่า VW Beetle เปิดศักราช การออกแบบรถย้อนยุคจริงๆ แต่ไหงมินิจึงแซงไปได้ เฟียตจะตามมินิทันไหม ก้ดูกันไป
น่ารักดีครับ รูปทรงดูน่าสนใจดี น่าสะสมเหมือนกันนะครับรุ่นนี้
คุณ HEAVY MOJO จะสะสมเลยเหรอครับ ท่านต้องรวยมากแน่ๆ
^
^
^
5 5 5 หมายถึงคนอื่นที่เค้ามีตังค์หนะครับ คุณ gbd
ว่าแต่มีชุดแต่งมั๊ยครับ ท่าจะเท่ห์หน้าดูเลย^^
มีรุ่นอัพเดท Fiat 500 Abarth “DA O A 100″
http://www.autoblog.com/2008/11/14/karl-abarth-tribute-fiat-500-abarth-da-o-a-100/